It Wasn’t What I Expected, and That’s What Taught M(i)e the Most - ไม่คาดหวัง ไม่ผิดหวัง 1 ปี ใน Exeter, UK
- mie dyasha wong🍦

- Jan 21
- 7 min read
สวัสดีท่านผู้อ่านจากที่ไหนสักแห่งในมุมโลก,
มี่กลับมาอีกครั้งกับการออกเดินทางครั้งใหม่ และรอบที่ผ่านมา มี่ไปเรียนปริญญาโท ด้านการศึกษา ที่มหาวิทยาลัย Exeter, Devon (South West of England) นั่นเองค่ะ ชื่อเต็ม ๆ ก็คือ University of Exeter, St Luke's Campus, School of Education (SOE) ค่ะ

ครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งแรกที่มี่ออกเดินทางไกล คนละซีกโลก และอยู่ต่างประเทศนานที่สุดในชีวิต ด้วยตัวคนเดียวแบบไม่มีครอบครัวมาด้วย ด้วยระยะเวลารวมกันนานถึง 8 เดือนกว่า ไปยังประเทศอังกฤษ เมือง Exeter (เอ็กซิเตอร์) โดยมี่นั่งเครื่องบินจากสนามบินสุวรรณภูมิ (BKK) ไปยังสนามบินฮีธโทรว์ (LHR) ซึ่งมี่บินตรงกับการบินไทย (TG910) และนั่งรถโค้ชของ National Express จาก LHR Terminal 2&3 ไปยัง Exeter City Centre ค่ะ มี่มาที่เมืองนี้เพื่อศึกษาต่อป.โท (Master's Degree) ในสาขาที่น่าจะเป็นคนไทยคนแรกที่ University of Exeter ที่เคยเรียนสาขานี้ด้วย คือ MA International Education (MAIE) ค่ะ เกริ่นก่อนว่า ก่อนหน้านั้นได้ acceptance letter เพื่อเข้าเรียนทั้งหมด 6 ที่ คือ New York University (Steinhardt), The George Washington University (GW GSEHD), University of San Francisco (USF) ที่สหรัฐอเมริกา และอีก 3 ที่ ณ ประเทศอังกฤษ คือ University of Exeter (เลือกที่นี่), University of Bath และ University of Sussex ค่ะ (ลิงก์สำหรับ admissions blog ของ 5 ที่ ที่เหลือ กดลิงก์ อันนี้ได้เลยค่ะ โดยลิงก์นี้จะเป็น blog ภาษาอังกฤษทั้งหมดนะคะ)
สำหรับใครที่มีคำถามเพิ่มเติมจากใน blogs ต่าง ๆ ของมี่ และอยากอ่านเรื่องราวหรือโพสต์ต่าง ๆ มีสาระบ้าง ไม่มีสาระบ้าง สามารถกดอ่านและติดตามเพจ Facebook: MemoMiez - มี่ตะลุยโลก ได้นะคะ และเว็บไซต์หลัก www.miedyasha-wong.com เช่นกัน จะเป็น 2 ทางหลักที่สามารถติดตามอ่าน และติดต่อเพื่อพูดคุยกับมี่ได้ค่ะ ทางไอจี IG: mie_dyasha ก็สามารถไปติดตามได้เช่นกันค่า 😁 รบกวนติดตามหน่อยนะคะ มี่จะได้มีกำลังใจเขียนเรื่องราวต่าง ๆ ต่อไปค่ะ

เรื่องการเรียนการสอนที่นี่ ระดับป.โท จะมีการ assigned personal tutor ไว้จากอาจารย์สาขาเรา โดยเราจะสามารถคุยและปรึกษาได้ทั้งเรื่องการเรียนและปัญหาที่อาจกระทบกับการเรียนค่ะ มี่ได้ tutor เป็นอาจารย์แดเนียลมาจากชิลี แต่อยู่อังกฤษมา 10 ปี++ น่ารักมากค่ะ แก bubbly มาก 5555
มี่จะมีเรียน 4 courses อย่างละ 30 credits (120 credits for taught modules) + 60 credits for an independent module (เราสามารถเลือกได้ อันแรกคือ preparing for educational research and dissertation ถ้าอยากเขียน 9,000 คำ แบบ +/- 10% คือ maximum 9,900 มี่เลือกอันนี้และเขียนไป 9,800 คำค่ะ เน้นเชิง theory นะคะ หรือ education portfolio สำหรับคนที่อยากเก็บผลงานแนวเชิงปฏิบัติด้านการศึกษามากกว่า จะมีการทำพวก media และสิ่งที่ตัวเองสนใจที่เป็นแบบ practical ค่ะ) ซึ่งตัวมี่เรียน education studies, perspectives on international education สำหรับเทอมแรก ต่อด้วย education for diversity และ debating the big questions in education สำหรับเทอมที่ 2 และเทอม 3 คือทำ dissertation ล้วนค่ะ มี่เลือกทำ dissertation เกี่ยวกับ internationalisation at home (iah) เป็น a case study of an international college in thailand ก็คือเกี่ยวกับหลักสูตรอินเตอร์ของวิทยาลัยนานาชาติแห่งหนึ่งในประเทศไทย มี่ทำแบบ qualitative ค่ะ สัมภาษณ์เอง เก็บข้อมูลเอง แกะข้อมูลเอง เป็นแบบ small-scale research ค่ะ
🥰 รีวิววิชาที่เรียน 4 courses + 1 dissertation ก่อน:
วิชา education studies: สำหรับมี่ วิชานี้ยากมาก สำหรับมี่ เพราะเหมือนเรากำลังจะปีนเขา โดยไม่รู้ว่าอะไรอยู่ข้างหน้าค่ะ เพราะมี่ไม่ได้จบ education มา (เผื่อใครเป็นผู้อ่านหน้าใหม่ มี่จบ media and communication หรือแนว ๆ นิเทศที่ไทยมาค่ะ) แต่เขาก็เป็นวิชาปูพื้นฐานสำหรับเด็ก ๆ ที่ไม่ได้เรียนด้าน education มา จะเป็นการเรียนแบบองค์รวมของ education โดยจะมีเรียนเนื้อหาต่าง ๆ 4 ด้านบน school of thoughts ที่เกี่ยวข้องกับ education อย่าง sociology, psychology, philosophy และ history ค่ะ โดยแต่ละส่วนจะเรียน 2 อาทิตย์แต่สลับกันไป เช่น วีค 1 เรียน sociology วีค 6 ถึงกลับมาเรียน sociology อีกครั้ง ระหว่างนั้นก็จะสลับ ๆ ส่วนอื่นกันไป โดยการเขียนงานที่อังกฤษ จะเน้นสิ่งที่เรียกว่า "criticality" ของงานค่ะ (เดี๋ยวจะเขียนแยกอีกส่วนว่าคืออะไร) ตัว lecture จะยาว 3 ชั่วโมง เรียนแค่ 1 วันต่อสัปดาห์แต่แน่นมาก ๆ เรียนแล้วเครียดค่ะ มี่ว่า philosophy นี่คืองงมาก ขนาดที่เรียนยัง งง แบบมันไม่ได้เข้าใจว่ามันคืออะไร อย่าง history ก็จะมีประวัติเรื่อง st luke's campus ให้เราไป observed รูปภาพค่ะว่าประวัติความเป็นมาของ campus เป็นอย่างไรบ้าง, psychology ก็จะแนะนำพวกคนสำคัญของ field นี้ เช่น Jean Piaget และ cognitive development เป็นต้น มี่ทำ paper เรื่องเปรียบเทียบ Thai public schools and international schools in Thailand ค่ะ ได้ 68% (merit) ค่ะวิชานี้
วิชา perspectives on international education: วิชานี้สนุกมาก ๆ สำหรับมี่ จะมีเรียนพวกเรื่อง "what is international education", "the global and the local in education", "inclusive education", "pluralism in education" หรือ "gender and education in international perspective" โดยอาจารย์ก็จะเวียน ๆ กันเป็นอาจารย์จอร์จ, อาจารย์ลอเร็น หรืออาจารย์แดเนียล ค่ะ วิชานี้สนุกมาก มี่ชอบวิชานี้มากที่สุด เพราะมันได้เรียนเกี่ยวกับสาขาและ field ที่สนใจ มีได้เรียน seminars กับเพื่อน ๆ ได้ discuss กันหลายอย่างมาก ๆ ทั้งเรื่องในประเทศจีน ไทย และอังกฤษ จากมุมมองการศึกษาว่าต่างกันยังไง เหมือนกันยังไง เปรียบเทียบกันแล้วเราเจออะไรกันมา เป็นเรื่องของ lived experience ตอนทำงานเขียน มี่เลยทำ paper เรื่อง "AI in Education" ที่เกี่ยวข้องกับ local and international perspectives มี่ก็จะยกตัวอย่างทั้งเรื่องที่ดีและไม่ดีสำหรับการใช้ AI ในการศึกษา เพราะมันเป็นความตึงเครียด (tension) อย่างนึง ที่ครูและ educators ต้องเจอในการทำงานด้านนี้ งานนี้ทำ 3,500 words ค่ะ ได้ 73% (distinction) ดีใจมาก ๆ เลยแหละ
วิชา education for diversity: วิชานี้โคตรยาก 5555 มันจะเป็นเรื่องของ gender, se*ualities and education, understanding identity, meritocracy/inequality and diversity in education, inclusion in education, affects and diversity in education, culture, mental health and emotions in SEL (social and emotional learning) อะไรประมาณนี้ มันแบบเชิงปรัชญาหน่อย ๆ ศิลปศาสตร์ กึ่ง ๆ ศึกษาและความหลากหลายในการศึกษา (อธิบายภาษาไทยแล้วงงกว่าเดิมไหม) วิชานี้เหมือนจะง่ายแต่ปราบเซียนมาก เพราะมันปรัชญามาก แล้วดูแบบเป็นไปได้ยาก ทำยากหน่อย ๆ คุยกับเพื่อนจีนมา เพื่อนบอก "it's too good to be true, everyone has their prejudice and bias" ตั้งแต่อยู่ไทยมาไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อน มาเลือกวิชานี้เพราะความสงสัยค่ะ ต่อให้ทำงานได้แค่ 65% (merit) เราก็ยังภูมิใจมากอยู่ดี เราทำเรื่อง mental health and well-being of international students in anglophone universities ซึ่งจะไปที่เรื่องของพวก homesickness (การคิดถึงบ้าน) หรือ mental barriers ต่าง ๆ ที่ต้องเจอในการเป็นนักศึกษาต่างชาติในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก
วิชา debating the big questions in education: วิชานี้ถือว่าสนุกที่สนุกเลยสำหรับมี่ ได้เรียนกับอาจารย์แดเนียลด้วย มันก็ค่อนข้างจะ subjective นะ แต่มันจับต้องได้มากกว่า edu for diversity 5555 เรียนเกี่ยวกับ "how do teachers' worldviews influence students' learning?", "what is the difference between integration and inclusion", "what is the relationship between mental health and education", "creativity in education", "education technology" หรือ multiculturalism in education ซึ่งหัวข้อมันน่าสนใจมากแหละ โดยเฉพาะเรื่อง multiculturalism วิชานี้มี่ได้ research เรื่อง "English Proficiency Tests, Academic Readiness and Social Belonging Among International Students in Higher Education" ซึ่งก็จะดูเรื่องความสัมพันธ์กันระหว่างผลภาษาอังกฤษและการสื่อสารในชีวิตจริง นั่งทำ paper ละสนุกมาก ชอบมาก รู้สึกว่ามันเกี่ยวข้องกันเยอะโดยเฉพาะกับเด็กเอเชียนแหละ สรุปก็คือ อยากเน้นไปที่ความพร้อมด้านการสื่อสารจริงว่ามันมีผลมากกว่าผลสอบใด ๆ บนโลก เพราะมีเด็กไม่น้อยที่ผลภาษาดี แต่ไม่สามารถสื่อสารได้ดี เพราะขาด language exposure หรือการสัมผัสภาษานั้น ๆ
วิชา preparing for educational research and dissertation: เป็นตัววิทยานิพนธ์/ธีสิสจบ โดยจะเรียนในคลาสมาตั้งแต่เทอมแรก จนถึงเทอม 3 ที่จะเก็บข้อมูลและเขียนงานอย่างเดียว โดยของมี่เองทำหัวข้อ "Internationalisation at Home (IaH): A Case Study of an International College in Thailand" ซึ่งเป็นวิทยานิพนธ์ 60 credits และขอขิง มี่ได้คะแนน 78% จ้า (งาน distinction แหละ อิอิ) ขอไม่เจาะจงที่ไหนเลย ปล่อยให้มันคลุมเครือไปแบบนั้นแหละ รู้แค่ในไทยพอ มี่ได้ supervisor เป็นอาจารย์ลอเร็น คนดีคนเดิม อาจารย์น่ารักมาก ๆ เลยแหละ ดีใจมากที่ได้อาจารย์ลอเร็นเป็นซุป เพราะถ้าไม่ได้จารย์มาช่วย คงไม่ได้คะแนนดีมากขนาดนี้แน่ ๆ มี่ต้องเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์ทั้งหมด 6 คน โดยเป็นนักเรียนไทย 3 คน อาจารย์ไทย 1 คน อาจารย์ต่างชาติที่อยู่ในไทยมานาน 2 คน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่หลากหลายหน่อย กว่าจะหาอาจารย์มาสัมภาษณ์ได้คือยากมาก โดนเทมา 2 คน ตอนนั้นทำงานไปนอยด์ไป ต้องสัมภาษณ์, แกะ transcript และแปลภาษาเอง, ทำ thematic analysis and coding เอาเองอีก ได้เขียน acknowledgement, abstract, introduction,
- ทำ literature review: พวก IaH definitions and conceptualisations, higher education (HE) context and internationalisation of Thailand, IaH: the dominance of EMI in Thailand's HE, research rationale, research questions, conclusions แค่ LR ก็ตาแทบแตกละ ไหนจะ
- methodology: ที่เป็นเกี่ยวกับ epistemology, ontology, methodology, methods, data analysis, ethical issues, strengths and limitations of the research design อันนี้ปั่นไปคือแทบอ้วก 5555 แบบสับสน มึนงง งงงวย จนอาจารย์ลอเร็นต้องนัดคุยกันกับเรา เพื่อช่วยให้คำแนะนำเราเพิ่มเติมเลยแหละ
- discussions and findings: คือใกล้ความจริง แต่ก็ไกลนิดนึง พวก 1) fragmented understandings of IaH, 2) experiences of EMI: increased proficiency but issues with language anxiety and confidence, 3) IaH’s impact on students’ development: intercultural awareness, but English as dominant and powerful, 4) tensions between IaH institutional policies and practice
- conclusions and recommendations: อันนี้ไม่ค่อยยากละ พอไหวอยู่ ไปตาแตกอีกรอบตอนทำ list of appendices จ้า มึนเลย เข้าใจฟีลการเขียนงานไป ร้องไห้ไป แบบตื่นมาก็ไม่อยากตื่น ต้องทำงานอีกแล้วหรอมั้ย นั่นแหละมี่ตอนทำ dissertation จ้า 🥹

มี่คิดชั่งใจอยู่นานมากว่าจะเขียนเรื่องราวเหล่านี้ดีหรือไม่ แต่คิดไปคิดมา อยากมาแชร์ให้เป็นวิทยาทานกับคนอื่นบ้าง เผื่อใครที่สนใจจะเรียนที่อังกฤษ หรือ ประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก จะได้นำเรื่องราวของมี่ไปพิจารณาต่อ ว่าปัจจัยหรือ factors อะไรบ้างที่เราควรนำมาตัดสินใจก่อนเรียนต่อในต่างแดน
Disclaimer: ทัวร์อย่าลงนะคะ มี่เขียนสิ่งเหล่านี้จากประสบการณ์จริง เป็นสิ่งที่มี่เจอเองคนเดียว และไม่มีเจตนาจะเหมารวมอะไรใครทั้งสิ้น คุณอาจจะเจอสิ่งที่มี่เจอหรือไม่เจอเลย ก็ได้เช่นกัน เพราะประสบการณ์เหล่านี้ ขึ้นอยู่กับดวงล้วน ๆ นะคะ เพราะฉะนั้น มี่แค่มาเล่าเรื่องราวที่เจอจากมุมมองของตัวเองคนเดียวเท่านั้น มาเล่าเป็นวิทยาทานให้ฟัง สะดวกจะรับก็รับ ไม่สะดวกจะรับก็ไม่เป็นไรค่ะ
ปัญหาที่มี่เจอจากการเรียนที่นี่ และ reflections ของมี่ อ่านให้เป็นเรื่องเล่าพอนะคะ
Diversity หรือความหลากหลายของนักเรียนในคอร์ส: โป๊ะเช๊ะ... มี่เป็นนักเรียนไทยและต่างชาติคนเดียว ที่ไม่ใช่คนจีน ในคอร์ส MAIE ของปีนั้น เท่ากับว่า เพื่อนต่างชาติอีก 40 ชีวิตนั้นเป็นคนจีนล้วน ไม่มีชาติอื่นปะปนเลยในคอร์ส ที่รู้เพราะตอน induction week นั้น อาจารย์คนกรีก ถามว่ามีคนไหนที่ไม่ใช่คนจีนบ้างไหม ทั้งห้องมีมี่ยกมืออยู่คนเดียวค่ะ 55555 เจอปัญหาเรื่องละเอียดอ่อนมากมายทั้งเรื่องวัฒนธรรม, ภาษาอังกฤษ และ ความ problematic ของคนจีน ไม่ใช่ว่ามี่มี bias หรืออคติกับคนจีนนะคะ แต่ก็อย่างที่เราได้ยินชื่อเสียงพวกเขาเหล่านี้กันมาแหละ พวก negative effects มันมีมากกว่า มี่แทบไม่เจอคนจีนที่น่ารักกับมี่เลยค่ะ ยกเว้น mentor ของมี่ที่เป็นเด็ก PhD เอาตรง ๆ ทั้งมาการเหมาว่าเราเป็นคนไทย ทำไมไม่สามารถพูดภาษาจีนได้ (ก็คนไทย! คนไทยแปลว่าอิสระ!) ทั้งที่มาเรียนในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ สรุปมาแล้วนึกว่ามาเรียนที่จีนสาขา 2, การที่คนจีนไม่ยอม blend in กับ academic conventions ของฝั่งอังกฤษ และ ไม่ยอมสื่อสารภาษาอังกฤษในคอร์ส., การใช้ AI (artificial intelligence) ในการทำงาน/การแปลและการเรียนของคนจีนและอด. (แกะกันออกใช่ไหมคะ) รวมไปถึงความไม่ค่อยมีมารยาทของ 2 ชาตินี้เท่าไหร่ ทำให้มี่ต้องอดทนกับสิ่งที่เจอ เพราะคำว่า "เกรงใจ และ มารยาท" มี่อยากให้คนที่จะมาเรียนต่อที่อังกฤษ ก่อนตัดสินใจจ่าย deposit fees ลองถามมหาลัยที่สนใจเรื่อง "diversity" ของคอร์สปีนั้น ๆ ก่อนนะคะ ว่าเป็นยังไงบ้าง เพราะถ้า 2 ชาตินี้นำโด่งมาก ปัญหาจะตามมาเยอะมาก โดยเฉพาะเรื่องการเรียนนะคะ จ่ายเงินไปเกือบล้าน อยากให้ไปเรียนแล้วได้ประสบการณ์การเรียนที่ดีหน่อยกลับมาค่ะ
การเหยียดสีผิว หรือ discrimination and micro-aggression ในเมืองเล็กที่เต็มไปด้วยคนผิวขาว: มี่เจอสถานการณ์แบบนี้มา 3 ครั้งด้วยกัน เกิดบนรถไฟ 2 ครั้ง และโต้ง ๆ ใน Exeter city centre 1 ครั้ง ครั้งแรกคือการที่เจอคือใน city centre เด็กวัยรุ่นผิวขาว 2 คน เห็นเราและเพื่อนคนจีน คุยภาษาอังกฤษกัน แล้วมาตะโกนใส่ว่า "ชิ๊ง-ฉ่อง" (ch*ng-ch*ong) ซึ่งมันคือการเหยียดคนเอเชียน ว่าพูดภาษาอะไรไม่รู้ไม่เห็นรู้เรื่อง และเป็นการแสดงการเหยียดอย่างนึง แต่เพื่อนจีนเราไม่ยอมนะคะ ด่ามันไปว่า f**k off มันหันไปแบบ วู้ววว และก็ขำกัน ส่วนอีก 2 ครั้งบนรถไฟ ครั้งแรกคือตอนนั่งรถไฟจาก Exeter ไป Bristol คนผิวขาวเห็นเรากับเพื่อนคนจีนอีก 2 คนลุกจากที่นั่งเพื่อลงสถานี เค้าก็พูดดัง ๆ เหมือนอยากให้ได้ยินว่า "Do we have to move somewhere so the CHINESE (เน้นเสียงคำนี้) can get off the train?" เราได้ยินแล้วแบบ อิหยังวะ -"- (คิดในใจเฉย ๆ นะ: WELL, YOU ASSUMED MY NATIONALITY AND IT'S WRONG. I'M THAI AND I'M NOT CHINESE) เราไม่เข้าใจเจตนาการเหมารวมครั้งนี้มาก ๆ ว่าก็คนเหมือนกัน ทำไมต้องมา assumed หรือ guessed someone's nationality? หรือมันคือเรื่องปกติของคนที่นี่หรอ? แค่เกิดมาถูกฟอร์มในการเป็นคนขาว มันต้องมี white supremacy ขนาดนี้เลยไหม 555 ชีวิตมีอะไรดี ๆ ให้ทำอีกเยอะนะ ลองไปหาดู จะได้ไม่ต้องมานั่งเหยียดคนอื่นเขา ส่วนอีกครั้งนึง คือกลุ่มเด็กผู้หญิง 5 คนอายุน่าจะ 13-14 กำลังออกจาก Exeter ไป Exmouth พวกนางก็ยืนจ้องเราทั้งกลุ่มแล้วก็ขำ คิก ๆ คัก ๆ กันกับเพื่อนพวกนาง ละก็พูดว่า "This Asian girl is GYATT" เราก็แบบ ได้ยินแหละ เพราะทั้งขบวนมีแค่เราที่เป็นผู้หญิงคนเอเชีย ละพวกนางก็ยืนอยู่ข้างเรานี่แหละ ส่วนเพื่อนคนจีนผู้ชายอีกคน ห่างจากเราไปเยอะอยู่ ก็แกล้งทำเป็นฟังภาษาไม่รู้เรื่องไป ละนางก็ยืนจ้องหน้าเราต่อ เราก็หันไปมอง นางก็ขำอีก นี่แบบรำคาญพวก micro-aggression ของคนผิวขาวที่นี่มากกกก ยิ่งเมืองเล็กยิ่งเจอมั้ง either stand up for yourself or suck it up แหละ
จากข้อแรก มันมีเรื่องราวสัพเพเหระเยอะมาก เจอมาทั้งปีเลยแหละ เลยอยากให้ผู้อ่านทุกท่าน ที่แพลนจะเรียนต่อต่างประเทศ "เลือกให้ดี" ถ้ายิ่งได้มหาลัยดี ๆ ท็อป ๆ ของโลกได้แล้ว ถ้าไปได้ แนะนำให้ไปนะคะ จ่ายแพงกว่าหลายเท่า แต่คิดว่าคุณภาพตามราคา + เช็ค university rankings มหาลัยที่สนใจได้เลยค่ะ และที่สำคัญเช็คเรื่องต่าง ๆ เช่น financial support, diversity, course modules หรือ career support ที่อยากเรียนไปด้วยยิ่งดี ยิ่งมหาลัยแบบ top 100 โลก โอกาสยิ่งสูง กลับไทยสบาย ย้ายประเทศง่ายกว่าด้วย เช่น ถ้าตอนนั้นมี่เข้า NYU ได้ ถ้าเรียนจบ มีดีกรี เราสามารถขอวีซ่า HPI มาทำงานที่อังกฤษได้อีก ในกรณีที่ไม่ชอบอยู่อเมริกา เป็นต้น
ยกที่ 1 เพื่อนคนจีนที่มี่สบายใจจะเป็นเพื่อนด้วยในตอนแรก อยู่ ๆ มาติ accent and intonation ของภาษาอังกฤษ: มี่โดนมาหลายครั้ง ซึ่งมี่โคตรจะไม่เข้าใจว่าพูดมาทำไม ทั้งที่ตัวเองก็ไม่ได้มี perfect British or American or other accents แต่เป็น thick Chinese accent เลย เช่น "ไม่ได้จะติเรื่อง accent กับ intonation นะ แต่ทำไมเธอพูดแบบนี้อะ" ละก็มาอีก "บอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าพูดด้วย intonation นี้" มี่แบบ อิหยังวะ... accent is a part of your identity and you should be proud of that สบายใจจะพูด accent ไหน ก็จัดไปค่ะ มี่ก็มี international accent สำเนียงไม่ได้เป็น British หรือ American accent เพราะไม่ได้ acquired ภาษามาตั้งแต่เด็กเนอะ เพิ่งมาเรียนภาษาอังกฤษจริงจังตอน 15 ค่ะ ฮัลโหลลลล ถ้าตัวเองยังทำไม่ได้ ก็ไม่ควรไปติคนอื่นเขามะ งง ๆ นะ อันนี้ แต่เพื่อนคนอังกฤษกับคนจีนของนาง บอกมี่ว่า your accent and pronunciation are so clear นางเพื่อนคนจีนคนนี้ก็พูดมาเลยค่ะว่า "Because she went to an international college and I didn't" เราก็แบบ เออ งง อะไรอีกวะ คือต้องทำยังไงถึงจะพอใจอะ งึดหลาย แล้วนี่ก็แบบรู้สึกเหมือนนางชอบอยากรู้อยากเห็นเรื่องคะแนนเราตลอดเวลา อยากรู้ว่าเราเขียนงานยังไง เขียนงานแบบไหน ใช้ภาษาแบบไหน นางก็จะชอบขอดูคะแนนและวิธีการเขียนงานค่ะ อยากอ่านงานเรามาก ซึ่งนี่ก็จะแบบ เออ ไม่ดีหรอก เพราะไม่ชอบให้ใครมาสร้างเราเป็นคู่แข่งเขา + มันคือ confidentiality เป็นเรื่อง privacy และเรื่องส่วนตัวอะ (คือ คนจีนจะมี culture ว่าเวลาประกาศผลสอบ เขาจะแปะแบบทุกคนสามารถดูคะแนนของคนอื่นได้ด้วย เพื่ออะไรไม่รู้อะ เราโดนคนจีนคนอื่นถามเรื่องคะแนนบ่อยเหมือนกัน คือ งง มันไม่ใช่เรื่องส่วนตัวหรอ หรือยังไง) อันนี้ก็อยากให้ระวัง เลือกเพื่อนที่คบด้วยแล้วสบายใจนะคะ ไม่ต้องคาดหวังว่าเพื่อนที่เป็นเพื่อนคนแรกในคอร์ส ต้องเป็นเพื่อนเราตลอดไป เวลาจะคัดสรรคนเข้ามา และ ออกไปเองค่ะ
ยกที่ 2 คนจีนในคอร์สไม่ยอมพูดภาษาอังกฤษกันเลย 90% ส่งผลกับ university life experience และ academic experience มาก: อย่างที่บอกไปว่าคนจีนในคอร์สไม่ยอมพูดภาษาอังกฤษเลย (ต้องบอกก่อนว่าเด็กจีนที่หลุดมาเรียนต่างประเทศ จะไม่ได้เก่งเท่าเด็กที่เรียนในจีนนะคะ จากคอร์สเราและสิ่งที่เราเจอ พวกนี้คือบ้านมีตังค์ สอบภาษาอังกฤษผ่านเฉย ๆ แต่ communicative competence กับ actual skills หรือสกิลภาษาจริง ๆ คือยังไม่ได้อะ จนเพื่อนคนเลบานีสเราต้องบอกว่า จริง ๆ ไม่อยากให้มหาลัยรับเด็กพวกนี้มา คือมันเป็นผลเสียมากกว่าผลดี เด็กพวกนี้มาก็ได้คะแนนแค่พอผ่านเฉย ๆ บางคนตกไปเลยแบบไม่ได้ Master's ได้แค่ PGDip, PGCert แทน บางคนมา 1 ปีพูดภาษาไม่ได้ยังไง ก็ไม่ได้แบบนั้นแหละ) สิ่งที่เราเห็นคือ เจอในคอร์สใช้ real-time AI translator แปลสิ่งที่อาจารย์พูดจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาจีนตลอด แล้วเวลาอาจารย์ต้องการ engagement หรือถามอะไรไป เงียบกริบทั้งห้องเลย จนเรากับเพื่อนจีนอีกคนที่จบมหาลัยในอังกฤษ ต้องช่วยกันตอบอาจารย์ในห้องตลอด เพราะไม่งั้น พวกนางก็นั่งเงียบกันทั้งคลาส อีกอย่างที่เจอคือปัญหาเรื่อง seminars หรือคลาสสัมนาค่ะ เป็นคลาสที่ต้องอ่านหนังสือมาก่อน เพื่อเตรียมตัว discuss สิ่งที่เห็นด้วย/ไม่เห็นด้วย หรือสิ่งที่อยากพูดเกี่ยวกับ papers ที่อาจารย์ให้อ่านมา เด็กพวกนี้นั่งเงียบมาก ๆ ไม่พูดอะไรเลย และไม่อ่านอะไรเตรียมตัวมาด้วย ทำให้ learning experience เสียไปหมดเลย มีครั้งนึงอาจารย์โมโหค่ะ ต้องให้เวลา 20 นาทีเพื่อ skim and scan บทความ แล้วมา discuss กัน เรารู้สึกว่า เออ มาเรียนแล้วทำไมไม่ปรับตัว ไม่พยายาม blend in academic conventions/cultures ที่นี่กัน คือ เข้าใจนะคะว่า community คนจีนในต่างแดนแข็งแรงมาก แต่ถ้าจะขนาดนี้ ไม่เอาอะไรทั้งสิ้น ไม่ปรับตัว ไม่พยายาม ไม่เอาภาษา แนะนำให้อยู่ประเทศตัวเองต่อไปน่าจะดีกว่าค่ะ 😅
ยกที่ 3 การที่เด็กบางคนใช้ AI เขียนงาน essays และการไม่เข้มงวดของมหาลัยที่มากพอจะโยนเด็กเข้า academic misconduct: เราเห็นเพื่อนจีนและอีกชาตินึง (อด.) มาคุยอวดกันค่ะ ว่าเขาใช้ ChatGPT ทำงานเขียน และหวังว่าจะผ่านด้วย สรุปก็ผ่านจริงค่ะ เราแบบ ไหนมหาลัยขู่ปาว ๆ ว่าถ้าใช้ AI ทำงานจะโดน academic misconduct ทีงี้ไม่เห็นพวกนี้โดนอะไรเลย แล้วอะไรคือสิ่งที่มันผิด พวกคุณเอามาคุยกันอย่างภูมิใจเพราะไม่ได้ทำมันด้วยแรงของตัวเอง? ก็เข้าใจนะว่าเด็กนานาชาติคือวิธีหาเงินเข้ามหาลัย และธุรกิจของประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก แต่... จะมี APAC meeting ไปทำไม ถ้าคุณจับเด็กไม่ได้ว่าเขาใช้ AI เขียนงานและก๊อปวาง เขาไม่ได้คิดเองจริง ๆ มันคือ breach อย่างนึงไหมอะ แบบนี้มันแฟร์กับเด็กที่เขียนงานเอง ตั้งใจเรียนภาษายังไงหรอ แล้วมั่นใจได้ไงว่า IELTS/TOEFL ที่เด็กพวกนั้นสอบมา มี language ability ในการเรียนระดับปริญญาโทจริง ๆ? และความศักดิ์สิทธิ์ของวุฒิมันจะอยู่ตรงไหน ในเมื่อทำงานลวก ๆ ก็ได้วุฒิแน่นอนแบบนี้ แต่ก็พยายามจะเข้าใจ (แต่ไม่พอใจนะ 5555) ว่าบางทีมันก็ตรวจสอบยากแหละ การใช้ AI ทำงานกับจ้างคนทำงานอะ งืมมมม
เรื่องหอพัก (accommodation) ที่ Atlas House Exeter

สำหรับห้องหรือหอพักของมี่ ที่มี่เลือกอยู่ตอนนั้นจะเป็น Atlas House ของเครือ Homes for Students (HFS) เยื้อง ๆ กับมหาลัยเลย เพราะมี่เรียนที่ St Luke's เลยเลือกหอนี้เพราะมันใกล้ที่สุดแล้ว และเป็นหอเอกชน ที่ผู้พักต้องเป็นนักเรียนหรือนักศึกษาเท่านั้น มี่เลือกอยู่เป็นห้อง studio แบบมีครัวในห้องนอน จะอยู่ที่ 251 GBP/week โดยจะมีค่ามัดจำตอนจองเลยที่ 99 GBP และเราต้องจ่ายก่อนเข้าอยู่ เพราะเป็นนักศึกษาต่างชาติเลยอีกที่ 12,801 GBP ทั้งหมด ของมี่ตอนนั้นมี deadline จ่าย 1 เดือนก่อนเข้าอยู่ บ้านมี่ใช้ travel card จ่ายแหละ ไม่งั้นจะตามหนี้ถึงบ้านนะจ๊ะ 5555 ข้าง ๆ หอจะเป็น Waitrose สาขา Heavitree ซึ่งมี่ก็ซื้อของกินหรือของใช้จากตรงนี้แหละ ให้ไปแบกจาก city centre มาก็คงตุยเย่พอดีเพราะมันไกลมากกกก เดินเข้า city centre ประมาณ 15-25 นาทีแล้วแต่โซนอีก ก็เน้นสะดวกเป็นหลักเลย ห้องจะค่อนข้างเล็ก ประมาณ 20 ตร.ม. มีห้องน้ำในตัว มีโต๊ะกินข้าว แบบ fully furnished แต่พวกผ้าปูเตียง ผ้าห่ม หมอน ตุ๊กตา จาน ชาม แก้ว อะไรแบบนั้นเราต้องไปหาซื้อเอาเอง มี่ว่าหอก็โอเคแหละ แต่ไม่ได้ถึงกับดีเท่ากับราคาที่จ่ายไปอะ คือหอเอกชนพวกนี้เอามาทำกำไรกันอยู่แล้ว ต้องทำใจ เข้าไป 3 วันแรก ซิงค์ล้างจานแตกจ่ะ เลยต้องบอกเขา แล้วเขาก็จะส่ง plumber มาซ่อมห้องให้ ก็ถือว่า take action เร็วอยู่ พออยู่ไป 1 อาทิตย์ ยางตรงฉากกั้นอาบน้ำหลุดอีก ก็ต้องแจ้ง receptionist ว่ามันพัง เขาก็ส่งคนมาเปลี่ยนยางให้ใน 8 วัน อีกวันคือเก้าอี้ล้อแตก เพราะมันเก่ามากแล้ว เขาก็เปลี่ยนเก้าอี้ให้ใหม่ แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรพังแล้ว (พอเถอะ อย่าพังอีกเลย ไม่ไหวละ 555 ไม่อยากเป็นผู้ประสบภัย)
😅 สิ่งหนึ่งที่อยากเตือนคือ อยู่หอนักเรียนพวกนี้ทำใจ 2 อย่างนะ
1) เสียงตัว detector จับควัน: แทบจะเป็น national anthem ของอังกฤษละมั้ง แบบมันดังนานมาก 40 นาทีอะไรงี้เลยแหละ บางวีคดังตอนอาบน้ำ ดังตอนนอนตี 4 บางวีคดัง 3 รอบติดกัน คือทำกับข้าว มีควันหน่อย คนดูดบุหรี่ อะไรมันเป็นควันหน่อยมันก็ดังแล้วอะ ระบบเค้าดีนะ แต่บางทีก็ดีเกินไปไหมอ่า 5555 ละก็ต้องออกมาข้างนอก รับลมหนาวกัน เพราะมันดังมาก แก้วหูจะแตก บางวันนี่หัวเปียกเป็นหมาตกน้ำ ยังต้องออกมายืนข้างนอกอยู่เลย ฟีล ๆ evacuate กันออกมา อะไรแบบนั้น
2) เสียงเพื่อนรอบข้างห้อง: บางทีพาเพื่อนมาปาร์ตี้ที่ห้อง อย่างข้างห้องเราเป็นอด. คือพาเพื่อนมาห้องตอนงานปาสี พวกนางก็มาแหกปากร้องเพลงภาษาบ้านนางกัน คือแบ๊บ ละตอนนั้น 4 5 ทุ่มละ ต่างประเทศอย่าคาดหวังคำว่าเกรงใจ คนไม่มีคือไม่มีจริง ๆ อันนี้คัลเจอร์ไทยมาก เอาไปใช้ที่นั่นไม่ได้นะ แต่โชคดีที่มีเพื่อนข้างห้องเป็นคนจีน ชื่อ ซิหยิง เป็น mentor เราด้วย นางรายงานไปที่ข้างล่างเลยจ้า ละเพื่อนอด. มาบ่นให้ฟังว่าโดนรายงาน (สนน. อิอิ)
ไว้ถ้าคิดอะไรออก เดี๋ยวกลับมาเขียนต่อเรื่อย ๆ น้าา มีใครมีคำแนะนำอะไรอยากให้เขียนเรื่องอะไรอีก สามารถบอกได้เลย อันนี้เอาเป็นน้ำจิ้มไปก่อนนะจ๊ะ 🥺
✨ ช่องทางการติดตามและติดต่อมี่:
- FB: MemoMiez - มี่ตะลุยโลก (link)
- IG: mie_dyasha (โปรไฟล์ผมขมพู ๆ)
😊 Update:
Blog posted: 21 Jan 2026 at 17.13 (5.13 PM)
Blog updated: -ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและติดตามกันมาก ๆ เลยนะคะ have a good one! 🌷



Comments