top of page
  • Writer's picturemie dyasha wong🍦

A DV-23 winner of the USA and her J-1 waiver by Mie Dyasha 🇺🇸

Updated: Jun 12

ฮัลโหลทุกคนนน Welcome back to Mie's blog! 👀


ที่มี่ไม่ค่อยอยากอัพเดทเรื่องนี้เท่าไหร่เพราะตอนแรกยังไม่ค่อยแน่ใจว่าควรจะอัพเรื่องนี้ดีไหมด้วยเหตุผลส่วนตัวบางประการ ค่อนข้างรู้สึก anxious นิด ๆ ที่จะเล่า แต่รู้สึกว่ามีหลาย ๆ คนสงสัยและอยากรู้เพิ่มเติม และเรามองว่ามันเป็นประโยชน์กับคนอื่น เราเลยจะมาอธิบายให้ฟังก่อนดีกว่าว่า J-1 waiver คืออะไร มีขั้นตอนยังไงบ้าง (ตัวมี่ทำเองหมด ไม่ได้จ้างทนายหรือ third party เลยค่ะ) และการสัมภาษณ์ DV-2023 หรือ DV-23 ในฐานะ winner มันเป็นยังไงบ้าง ตอนนี้เราอยู่ในขั้นตอนไหนแล้ว คิดว่าจะเป็นประโยชน์ให้กับ DV-24 หรือ DV รุ่นถัด ๆ ไปไม่มากก็น้อย เพราะตัวเราเองเหมือนเป็นเคสเดียวของ DV-2023 ที่ต้องมาขอ J-1 waiver ด้วยค่ะ 😊


มี่อาจจะรีวิวออกมาเป็นภาพรวมมากกว่า เพราะว่าอยากให้ชาว DV ปีอื่น ๆ ได้ลุ้นบ้างค่ะ 555555 ประสบการณ์อาจจะเหมือน คล้าย หรือแตกต่างกันออกไป ไม่เป็นไรนะคะ แต่อย่าติด J-1 แบบเราเลยค่ะ ลำบากใจเหลือเกิน 🥹


disclaimer:

  • เราอาจจะไม่ได้แนบรูปเยอะมากนัก รอบนี้ เพราะข้อมูลส่วนตัวค่อนข้างเยอะ แต่จะเน้นอธิบายเอามากกว่านะคะ

  • ตอนนี้วีซ่า DV (Diversity Visa) หรือ Immigrant Visa ของมี่ออกแล้วเมื่อวันที่ 2 มิ.ย. 2023 ตัวมี่ได้รับ Case Was Approved notification จาก USCIS แล้ว และได้รับจดหมาย Approval Notice แล้วจาก USCIS เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 2023

Three photos taken at George Mason University, Fairfax, Virginia with three different skies.
Mie's cover for this blog

ด้วยความที่ตัวมี่เองเป็น DV-23 winner หรือว่า Diversity Visa Lottery Programme ของอเมริกา บางคนอาจจะคุ้นชื่อ DV Lotto/Green Card Lotto มากกว่า แต่มี่จะเรียกเป็น DV (ดีวี) นะคะ มี่สมัครปีแรกแล้วได้เลยค่ะ (DV-23 สมัครครั้งแรกแล้วได้เลยเยอะมาก จำได้ว่ามีคนสมัคร lotto หลายรอบมาสาปด้วย อันนี้คืองงตรรกะคุณพี่มากค่ะ คือเป็นไรก่อน คนเรามันกำหนดดวง กำหนดโชคชะตาตัวเองเพื่อที่ได้ถูกเลือกได้หรอคะ) ตอนนี้ก็ครบ 1 ปีนิด ๆ พอดีที่ลงเรือลำนี้มา สุดท้ายไม่รู้ว่ามันจะเป็นยังไงต่อ มันก็เหมือนหวย ลุ้นจนหายเหนื่อย ลุ้นจนแทบปลงแล้วค่ะ หลายคนอาจจะสงสัยว่าได้แล้ว ไม่ใช่บินเข้าอเมริกาได้เลยหรอ มันมี process หรือขั้นตอนเยอะมาก ๆ กว่าจะมาถึงจุดที่ได้วีซ่าค่ะ ระยะเวลาการรอขึ้นอยู่กับ Case Number (CN) ที่แต่ละคนได้ด้วย ยิ่ง(เลข)สูงยิ่งหนาว ยิ่งลุ้นยิ่งหวาดเสียว นี่คือสิ่งที่เราได้จาก DV-23 ค่ะ 🥹😂 อย่างเราเลขเคสหมื่นแปด ตอนแรกแอบหมดหวังไปแล้วด้วยซ้ำว่าได้ใช้กรรมอยู่ไทยต่อแน่ ๆ เลยเว้ย สรุปได้สัมเฉย (ทั้งที่ waiver ยังไม่ออก 55555 อันนี้เจ็บใจกว่าเยอะเลย)

The first notification letter from KCC for DV-23 winners of the USA.
Mie's 1st Notification Letter (1NL)

และแล้ววันนั้นก็มาถึง วันที่ชีวิตของตัวมี่เองอาจจะเปลี่ยนไปตลอดกาล *บอกก่อนนี่ไม่ใช่สายมู ไม่มู ไม่เคยไปขอให้ถูกเลือกค่ะ มีแต่เชื่อว่าได้ก็ดี ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร* (บางคนจะมูเพื่อความสบายใจ อันนี้แล้วแต่ความสบายใจและความเชื่อส่วนบุคคล ขอไม่ก้าวก่ายค่ะ) มี่เช็คผลวันที่ 7 May 2022 ของ DV-23 เพราะเค้านับตาม fiscal year ค่ะ เค้าจะเริ่มตั้งแต่ 1 October 2022-30 September 2023 เป็น fiscal year หรือภาษาไทย ๆ คือปีงบประมาณ มี่เช็คผลตอน 23.53 ค่ะ เว็บหยุดล่มแล้วเข้าไปดู ตอนแรกดูของคุณพ่อกับคุณแม่ก่อน เพราะไม่อยากลุ้นของตัวเองเท่าไหร่ อยากให้เค้าสองคนได้มากกว่า แต่พอเช็คแล้ว has not been selected ทั้งคู่ เราก็แบบเออ อย่าไปหวังเลย ไม่ได้หรอก พอเช็คปุ๊บ กรี๊ดลั่นบ้าน กรี๊ดบ้านแตก กรี๊ดจนเจ็บคอ (หลังจากกรี๊ดไม่นาน 2 วันติดโควิด 55555) มันเป็นจดหมาย 1NL หรือ 1st notification letter ว่าเราถูกรับเลือกค่ะ เลขเคสเราอยู่ที่ AS (AS คือ region หมายถึง Asia) 18,xxx ค่ะ ตอนนั้นเข้ากลุ่ม DV-23 ปุ๊บใจเสียเลย ทำไมคนเลขน้อย ๆ เยอะจังหว่า เราจะได้สัมภาษณ์ไหม เพราะ lotto คือมีโควตา 55,000 ใบ แต่เค้าหักตามจำนวนคนที่ถูกพ่วงไปด้วย เช่น ครอบครัวนี้มี 5 คน มีพ่อแม่ ลูกอีก 3 คน คนที่ได้คือพ่อ จำนวนโควตากรีนการ์ดจะถูกหักไปแล้ว 5 ใบ เค้าไม่ได้นับแค่คนที่เป็น winner คนเดียว แต่เค้านับ derivatives/dependents หรือผู้ติดตามไปด้วยค่ะ ปีเราถูกเรียกเผื่อไว้แล้ว โควตา 55,000 ใบ ถูกเลือกมาประมาณ 119,xxx คนค่ะ เพราะเค้าต้องเผื่อว่ามีคนที่สัมภาษณ์ไม่ผ่านด้วย เช่น มีคดีอาชญากรรมร้ายแรง, วุฒิการศึกษาหรือ basic qualification ไม่ผ่าน criteria ของโครงการ

⚠️ เตือนก่อนน้า GED หรือกศน. ถ้าไม่มีวุฒิที่สูงกว่า เช่น ป.ตรี สมัครไม่ได้ถ้าประสบการณ์การทำงานไม่ถึง 2 ปี พร้อมคะแนน SVP 7.0 ขึ้นไป สามารถเช็ค qualification ได้ที่นี่ (here) เพราะเค้าเขียนไว้นะคะว่า

- High School Education: A high school education means successful completion of a formal course of elementary and secondary education comparable to a 12-year course in the United States. Only formal courses of study meet this requirement; equivalency certificates (such as the G.E.D.) are not acceptable.

แปลง่าย ๆ : การเรียนระดับมัธยมปลายหมายความว่าต้องจบการศึกษาตามระบบการเรียนทั้งประถมและมัธยมศึกษา เทียบเท่าที่ 12 ปีการศึกษาของระบบการเรียนของสหรัฐ วุฒิการศึกษามัธยมปลายแบบเทียบเท่า เช่น GED นั้นไม่ผ่านเกณฑ์ค่ะ

- Work Experience: If you are qualifying with work experience, you must have two years of experience in the last five years, in an occupation which, by U.S. Department of Labor definitions, requires at least two years of training or experience that is designated as Job Zone 4 or 5, classified in a Specific Vocational Preparation (SVP) rating of 7.0 or higher.

แปลง่าย ๆ : ถ้าคุณมีคุณสมบัติด้วยประสบการณ์การทำงาน คุณต้องมีประสบการณ์สองปีในช่วงห้าปีที่ผ่านมา ในอาชีพซึ่งตามคำนิยามของกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ กำหนดให้ต้องผ่านการฝึกอบรมหรือประสบการณ์อย่างน้อยสองปีที่กำหนดให้เป็น Job โซน 4 หรือ 5 ซึ่งจัดอยู่ใน SVP 7.0 หรือสูงกว่านี้ค่ะ

DS-260 confirmation page by Mie Dyasha
หน้าตาของ DS-260 หลังจากกรอกข้อมูลครบแล้ว อันนี้ต้องเอาไปยื่นสถานทูตด้วย 😃

🙃 พอมาขั้นตอนนี้หลังได้ 1NL เราต้องกรอก DS-260 หรือ Immigrant Visa and Alien Registration Application เป็นอย่างแรกค่ะ ข้อมูลก็จะเป็นข้อมูลส่วนตัวทั่วไป แต่อาจจะมีขอที่อยู่ของคนที่รู้จักในอเมริกาด้วย และเลขพาสปอร์ต ใครที่ยังไม่ได้ทำพาสปอร์ตจะต้องไปทำพาสปอร์ตก่อนกรอก DS-260 ค่ะ แบบฟอร์มนี้สามารถกด save ได้นะคะ ไม่จำเป็นต้องรีบส่งมากก็ได้ เน้นช้านิดนึงแต่ชัวร์ดีกว่า ดีกว่ารีบ submitted ไปแล้วต้องขอแก้ไขหลายรอบ (เหมือนเรา) ค่ะ 55555 การกรอก DS-260 คือเน้นความจริงจากปัจจุบัน ณ วันที่เรากรอกนะคะ ถ้ามีอะไรอัพเดท ไม่ต้องขอแก้ไข ให้เราไปอัพเดทที่สถานทูตสหรัฐฯ ตอน interview ได้เลยค่ะ ของมี่เอง submitted ไปตอนเดือนพ.ค.รอบแรก วันที่ 14 May 2022 และแก้ไขอีก 2 รอบโดยรอบสุดท้ายคือวันที่ 14 June 2022 พอดีที่เราเมลไปหา KCC เพื่อขอปลดล็อคและแก้ไข DS-260 ค่ะ ด้วยความที่เราได้ภาษาอังกฤษอยู่แล้ว เราเลยเขียนอีเมลเองทุกรอบค่ะ เราเลยไม่มี template เพื่อที่จะก๊อปวางและส่งไปหา KCC ค่ะ ถ้าใครที่ภาษายังไม่แข็งแรงมากนัก สามารถขอ template จากเพื่อน ๆ ในรุ่นได้นะคะ หรือจะส่งมาให้เราช่วยเกลาภาษาอังกฤษใน inbox page เราก่อนส่งเมลไป KCC ก็ได้ค่ะ

*เพิ่มเติมเกี่ยวกับ DS-260: here

The US Visa Bulletin for March 2023
ด้วยความที่เลขเคสมี่ฉิวเฉียดพอดี เลยได้สัมแล้วค่ะ เย้ ✨

⌚️ หลังจากนั้นก็ทำได้แค่รอ the visa bulletin (เรียกสั้น ๆ ว่า VB) ขึ้นเลขเคสของเราตอนเดือนมกราคม 2023 ค่ะ ของมี่ห่างจากตอนที่ขึ้นแค่หลักร้อยเท่านั้น ระหว่างนี้ไปทำเอกสารราชการต่าง ๆ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เอกสารการศึกษาทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เอกสารการตรวจสุขภาพต่าง ๆ ให้เรียบร้อยเลยค่ะ ที่สำคัญที่สุดคือเรื่องวัคซีน เพราะวัคซีนบางตัวใช้เวลาฉีดและต้องเว้นระยะค่อนข้างนาน เช่น 3-6 เดือน เรื่องลิสต์วัคซีน ไปดูตรงนี้ได้นะคะ เรื่องวัคซีน อันนี้จะเป็นขั้นตอนที่เสียเงินค่อนข้างเยอะ ใครอยากประหยัดงบหน่อยไปรพ.รัฐบาล หรือสถานเสาวภาดีกว่าค่ะ (ตอนแรกเราไม่รู้มาก่อน เลยฉีดที่ BNH ทั้งหมดเลย เพราะตอนนั้นต้องไปแลกเปลี่ยนที่อเมริกาพอดี แล้วต้องทำเอกสารส่งมหาลัยที่โน่นเพื่อทำประวัติสุขภาพและ health insurance มีค่าตรวจภูมิเกือบสี่พัน ค่าวัคซีนเอาเรื่องอยู่ค่ะ ฉีดหลายตัวรวม ๆ กันคือเกือบสามหมื่นเลย เนื่องจากตัวเราแทบไม่มีภูมิมาเลยค่ะ แล้วมาเพิ่มตอนของ DV-23 อีกเข็มนึง 2 พันกว่าบาทค่ะ) ค่าตรวจสุขภาพถ้าจำไม่ผิดเราโดนค่าตรวจสุขภาพที่ BNH ไป 9,500 บาทแต่มีค่าวัคซีนด้วยเลยจ่ายไปเกือบหมื่นสองค่ะ จำเลขชัด ๆ ไม่ได้แล้ว แต่ประมาณนี้นะคะ ด้วยความที่ก่อนแลกเปลี่ยนเรามีประวัติฉีดวัคซีนที่นี่แล้ว เราเลยขี้เกียจย้ายโรงพยาบาล กลับมาฉีดและตรวจสุขภาพที่เดิมดีกว่า ก็เลยมาที่ BNH ค่ะ

*เรื่องลิสต์เอกสารที่เราเตรียมไป อยู่ตรง interview part นะคะ


ขั้นตอนทั้งหมดเหมือนจะไม่อะไรมาก อาจจะดูไม่ซับซ้อน แต่เป็นอะไรที่ยาวนานและปวดหัวมากค่ะ การรอนี่แหละที่ทรมานที่สุด ยิ่งของเรามี J-1 waiver อีกนี่ยิ่งหนักค่ะ รอแล้วรออีก รออะไรขนาดนั้นอ่า ต้องขนาดนั้นเลยไหม ฮือ 🥹

 

การขอ J-1 waiver สำหรับ DV-23 โดยมี่ 👀

*อันนี้มี่เคยพิมพ์รีวิวลงในเพจเฟสบุ๊คของตัวเองไปแล้วนะคะ*

USCIS approved my J-1 waiver in 2023
finallyyyy! my case was approved! 😇

เกริ่นก่อนว่าตัวเราเองขอ J-1 waiver ด้วยตัวเองและไม่ได้จ้างทนาย (ตอนนั้นเคยส่อง ค่าทนาย 1,200 USD จ้าาา) ตัวมี่ทำเรื่องเองหมดเลย แต่มีเพื่อนที่อยู่ NYC และ Raleigh เป็นคนคอยช่วยเหลือเท่าค่ะ เพราะบางอย่างก็หาจากที่ไทยไม่ได้ เช่น ซอง priority mail flat rate ของ USPS, money order ที่ซื้อได้ที่ USPS ใกล้บ้านค่ะ

🤔 การจะรู้ว่าตัวเองติด 2-year-rule เพราะวีซ่า J-1 หรือเปล่า ต้องดูที่ annotation หน้าวีซ่า J-1 ของตัวเอง กับ DS-2019 ที่ถูก signed โดยเจ้าหน้าที่สถานทูตอเมริกาประจำประเทศไทยนะคะ (อันนี้ถามเราไม่ได้นะ เจ้าตัวต้องเป็นคนที่รู้ข้อมูลตัวเองดีที่สุดค่ะ) โดยปกติแล้วสาย work and travel จะไม่ค่อยติดกัน แต่ที่ติดจะเป็นพวก J-1 trainnee, exchange student, exchange scholar/researcher ต่าง ๆ ที่ได้ไปทำวิจัยหรือเรียนในมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา ตัวโปรแกรมตระกูลวีซ่า J-1 ในฐานะคนที่มาแลกเปลี่ยนผ่าน exchange visitor programme โดยปกติจะถูก fund โดย BridgeUSA ซึ่งได้รับเงินมาจาก U.S. Department of State’s Bureau of Educational and Cultural Affairs (ECA) อีกที


😗 กฎ 2-year-rule อันนี้เราติดเพราะ skill list อย่างเดียวต่อให้เรียนหรือแลกเปลี่ยนสาย communication แบบเราก็ติดค่ะ (จะ arts, humanities หรือสายวิทย์จ๋า สายแพทย์ ปกติก็จะติดค่ะ ถ้าไปแลกเปลี่ยนที่มหาลัยในอเมริกา อนุมานไว้ก่อนเลยว่าติดแน่ ๆ ถ้าไม่ติด financial aid ก็ติด skill list ค่ะ หรือบางคนอาจติดทั้ง 2 อย่างเลยก็มี) มันคือกฎที่ต้องกลับประเทศบ้านเกิด 2 ปี เพื่อทำประโยชน์ให้กับประเทศจาก skill ที่เราได้มีโอกาสไปแลกเปลี่ยนความรู้และวัฒนธรรมกับเด็กอเมริกัน และเอาสิ่งที่เราได้นั้นมาใช้/ทำประโยชน์ต่อไป นั่นคือสาเหตุที่ต้องไปขอ J-1 waiver ประเภท no objection ว่าประเทศไทยไม่ติดอะไรนะ ถ้าเราจะไม่อยู่ประเทศไทย แต่... ถ้าสถานทูตไทยฯ ไม่ออกให้ คือเกมจบทันทีค่ะ (กรณีนี้ส่วนมากจะเป็นพวกติดหนี้กยศ. หรือได้รับทุนรัฐบาลไทยมาเรียนต่อ ทุน USAID หรือ Fulbright ก็อาจจะชวดได้ค่ะ ใช้คำว่าอาจจะเพราะมันมีทั้งคนที่ขอได้และไม่ได้ค่ะ เราสิงอยู่กลุ่ม J-1 waiver ของคนอินเดียอยู่) ที่รู้มาคือถ้าติดเรื่อง financial aid จะยากกว่าเรื่อง skill list นะคะ ถ้าไม่มั่นใจ ให้ไปขอ advisory opinion ซึ่งสามารถทำได้จากเว็บที่เราให้ด้านล่างของเว็บ j1waiverrecommendation ค่ะ

📑 อันนี้ขอแบ่งเป็น 3 steps ในเรื่องของการส่งเอกสารนะคะ ก็คือ

1) ขั้นตอนแรกต้องส่งเอกสารหาสถานทูตไทยในวอชิงตันดีซี ที่สหรัฐอเมริกา เพื่อขอ no objection statement หรือที่เราจะขอเรียกว่า NOS นะคะ ต้องทำขั้นตอนนี้เป็นอย่างแรกเลยเพราะทางสถานทูตต้องส่งเอกสารให้ US DOS โดยตรงแบบไม่ผ่านเราค่ะ สถานทูตคือ third party นะคะ

2) ส่งเอกสารของตัวเองที่ทาง US DOS กำหนด ตามฟอร์ม DS-3035 ที่เรากรอก ส่งไปหา US DOS ที่รัฐ Missouri (MO) โดยตรง จากนั้นทาง US DOS จะส่งไปหา USCIS ที่ Vermont Service Center ให้แบบ electronically

3) USCIS จะเป็นคนส่งเอกสาร approval notice มาให้เราเองค่ะ (ทั้ง I-797 notice of action เพื่อ receipt number และ waiver approval notice)

*ขั้นตอนที่ 3 นี้เราไม่ต้องส่งเอกสารไปหา USCIS นะคะ มีแต่ USCIS เป็นคนส่งให้เรา และ US DOS กับ USCIS ติดต่อกันเองโดยไม่ผ่านเราค่ะ

📚 ตัว no objection statement เนี่ย เป็น category ที่ทาง US DOS กำหนดไว้ค่ะ สามารถอ่านได้ที่เว็บ here ได้เลยค่ะ โดยสถานทูตไทยฯ จะเป็น third party ที่ต้องส่งเอกสารไปหา US DOS โดยตรงให้เราเอง ส่วนเราต้องส่งเอกสารหา US DOS ค่ะ

 

1️⃣ เอกสารอย่างแรกที่ต้องทำคือ ต้องกรอก online DS-3035 ค่ะ ไปกรอกที่เว็บนี้ https://j1visawaiverrecommendation.state.gov/ เลือก Complete an Online Application for a J-1 waiver recommendation ได้เลย พอกรอกเสร็จ มันจะมีให้เรากด save ไฟล์ ให้กด save และเอาไปปริ้นท์ได้เลยค่ะ ปริ้นท์ไว้สัก 4 ชุดกำลังดี (เราปริ้นท์เผื่อนะคะ)


📄 ลิสต์เอกสารที่ส่งไปหาสถานทูตไทยในวอชิงตันดีซี (ก๊อปมาจากหน้าเว็บไซต์ของสถานทูตเลย):

1) คำร้องนิติกรณ์

2) หนังสือแจ้งความประสงค์

3) เอกสารประกอบเพิ่มเติม (เรายื่น 1NL ไป, หลักฐานว่าเราจ่ายเงินค่าที่พักและซัพพอร์ตตัวเองตอนไปแลกเปลี่ยนที่มหาลัยในอเมริกา)

4) ประวัติการสำเร็จการศึกษา (เรายังไม่จบป.ตรี เลยยื่น certificate of expected graduation กับ transcript ไปแทน)

5) สำเนา DS-2019 หรือ IAP 66 ทุกฉบับที่มี (เรามีฉบับเดียวค่ะ)

6) สำเนา Third Party Barcode ที่จะได้เมื่อกรอกแบบฟอร์ม online DS-3035 (อันนี้ต้องไปกรอกฟอร์มด้านบนที่เราให้ไว้ก่อน ถึงจะได้มานะคะ)

7) หนังสือยืนยันไม่ติดคดีความ

8) ซอง Priority Mail Flat Rate ติดแสตมป์ราคา $ 9.90 จำนวน 1 ซอง

ทั้งนี้ เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการจัดการเอกสาร ขอให้ทำการถ่ายสำเนาเอกสารทั้งหมดอีก 1 ชุด และจัดเรียงเอกสารตามลำดับให้เรียบร้อย (โดยจะต้องส่งเอกสารมาทั้งหมด 2 ชุด คือตัวจริง+สำเนา)

️💮 เรื่องการรับรอง notary public ไม่แน่ใจว่าถ้าไปจ้างทำจะเท่าไหร่ พอดีเพื่อนสนิทคุณพ่อเป็นทนายพอดี เค้าเลยทำให้ฟรีค่ะ ที่เคยเห็นก็น่าจะตั้งแต่ 800 บาทไปถึงใบละ 1,500-2,000 ต่อ 1 ตราประทับนะคะ ยังไงลองหาดูค่ะ

นี่คือลิสต์เอกสารที่ต้องทำ notary public นะคะ:

9) สำเนาหนังสือเดินทางที่ยังไม่หมดอายุ (หน้าแรกที่มีรูปและรายละเอียดหนังสือเดินทาง) ซึ่งต้องให้เจ้าหน้าที่ Notary Public รับรองว่าเป็นสำเนาที่ถ่ายจากต้นฉบับจริง จำนวน 1 ชุด

10) สำเนาบัตรประชาชนที่ยังไม่หมดอายุ ซึ่งต้องให้เจ้าหน้าที่ Notary Public รับรองว่าเป็นสำเนาที่ถ่ายจากต้นฉบับจริง จำนวน 1 ชุด

11) แบบฟอร์ม Notary Public for Signature ซึ่งต้องให้เจ้าหน้าที่ Notary Public รับรองลายมือชื่อ

12) สำเนาหน้าวีซ่า J-1 ทุกฉบับที่เคยได้รับ ซึ่งต้องให้เจ้าหน้าที่ Notary Public รับรองว่าเป็นสำเนาที่ถ่ายจากต้นฉบับจริง จำนวน 1 ชุด

ที่มา: https://thaiembdc.org/th/consularservice/thaiauthentication/no-objection/

เข้าไปดูข้อมูลและ upload ข้อมูลออนไลน์ที่หน้าเว็บสถานทูตไทยได้เลยค่ะ สะดวกกว่ามาก ๆ สงสัยอะไรสามารถอ่านที่หน้าเว็บได้เลยตรง FAQ ค่ะ


✉️ เรื่องซอง flat rate ด้วยความที่เรามีเพื่อนอยู่ NYC พอดี เราเลยส่งเอกสารทั้งหมดที่ทางสถานทูตไทยฯ ขอ ไปที่เพื่อนที่ NYC ก่อนค่ะ แต่ตาเถร 😅 ตอนนั้นเราอธิบายกับทางสถานทูตไทยฯ ไปว่าเราหาซอง flat rate ไม่ได้ จะทำยังไงดี เค้าบอกว่าใช้ money order 9.90 USD แทนได้ หรือให้ญาติ/เพื่อนในอเมริกาส่งซองตามมาก็ได้ ระหว่างเพื่อนที่ NYC รอเอกสาร เราเลยให้เพื่อนที่ Raleigh ซื้อซอง flat rate และส่งไปสถานทูตไทยฯ ให้ค่ะ เพราะเราถามมาแล้วไปรไทยก็ไม่มีซองแบบนั้น มีแต่ EMS World Service แต่มันส่งกลับมาไม่ได้ ถามถึงวิมัยบัตรก็คือหมดเหมือนกัน (สุดยอดดดด 55555) ลองถาม UPS, FEDEX กับ DHL ก็คือไม่มีที่ไหนทำเหมือน USPS ในเมกาเลยค่ะ

😞 พอเอกสารทุกอย่างไปถึง ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากรออย่างเดียวเลย รอเท่านั้น เอกสารเราไปถึงสถานทูตไทยช่วงปลายเดือนธ.ค. (ทั้งที่เราส่งตั้งแต่ช่วง Thanksgiving รอทั้งหมดประมาณ 4 สัปดาห์ค่ะ) นี่ขนาด EMS แล้วยังช้าขนาดนี้ แนะนำใครจะส่งเอกสาร ไปใช้ DHL ค่ะ ไวมาก 2 วันเอกสารถึงเลย และราคาไม่เวอร์แบบของ FEDEX (ตอนนั้นเคยให้เมกาส่งเอกสาร GED มา โดนไป 115 USD ค่ะ กับกระดาษ 2 แผ่น) สุดท้ายยยย.... เราได้ NOS มาตอนช่วงสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนกุมภาพันธ์ค่ะ ระยะเวลาการรอ NOS จากสถานทูตไทย กะ ๆ ไว้ประมาณ 2 เดือนค่ะ เผื่อเวลาไว้ด้วยนะคะ เราใช้เวลาในการเตรียมเอกสาร 2 อาทิตย์ค่ะ

 

2️⃣ ขั้นตอนที่ 2 เอกสารที่ต้องส่งไปที่ US DOS:

เข้าไปที่หน้าเว็บของ travel state gov ที่เราให้ไว้ตอนแรกเลยค่ะ เข้าไป follow step 2 คือ (ขออนุญาตไม่แปลแล้วกันนะคะ)


"Mail the following items to one of the two addresses below. The address you must use will depend on the mailing method you choose:

1) Your completed online application, Form DS-3035, with barcode that you printed;

(แบบฟอร์ม DS-3035 แบบที่ปริ้นท์แล้ว แนะนำปริ้นท์แบบขาวดำ บาร์โค้ดจะได้ชัด ๆ) ตรง statement of reason แนะนำให้เขียนดี ๆ นะคะ เขียนให้ถูกต้อง เรียบเรียงให้ดี เช็คแกรมมาร์ด้วยค่ะ

2) Legible copies of every/all Form DS-2019/IAP-66 ever issued to you

(แบบฟอร์ม DS-2019 ที่ได้รับมาทุกฉบับ มีกี่ฉบับ เอาไปให้ครบนะคะ)


3) Two self-addressed, stamped legal-size envelopes

(ซอง 2 ซอง จ่าหน้าซองถึงตัวเอง มีตราประทับ ขนาด legal)

4) The application fee 120 USD

(อันนี้ต้องทำ money order ที่ USPS นะคะ เพื่อนเราทำให้แล้วใช้ได้ตามปกติ แต่ถ้าจากไทยไป ไม่รู้เหมือนกันว่าใช้ได้ไหม)


5) หน้าพาสปอร์ตที่มีข้อมูลประจำตัว


ส่งไปรษณีย์ไปที่

Postal Service:

Department of State J-1 Waiver

P.O. Box 979037

St. Louis, MO 63197-9000


Courier Service:

Department of State J-1 Waiver

P.O. Box 979037

1005 Convention Plaza

St. Louis, MO 63101-1200

IMPORTANT NOTICE: You must submit your application with the barcode and fee payment together. Did you submit one item without the other? We will return that item to you, and we will not process your application.

We process your application fee at our office in St. Louis, MO. Next, we forward your case to the Department of State, Waiver Review Division in Washington, DC. We will not process an application sent to the incorrect address. We will return your application to you."


ของกรณีเรา เรามีส่งเอกสารเพิ่มเติม คือ 1NL ที่ได้รับเลือก DV-2023, ใบจ่ายเงินเพื่อซัพพอร์ตตัวเองตอนไปแลกเปลี่ยนที่มหาลัยในสหรัฐ, SEVIS inactive, I-94 ที่แสดงว่าเราออกจากอเมริกาแล้ว ต่าง ๆ

*ลิสต์เอกสารทั้งหมดที่ต้องส่ง US DOS เพื่อความชัวร์ ให้ดูที่หน้า completed online form DS-3035 เป็นหลักนะคะ เราอาจจะตกหล่นเอกสารบางตัวไป เพราะในเว็บกับใน DS-3035 มันไม่เหมือนกันค่ะ เวลาทำเอกสาร ให้ทำให้ละเอียดที่สุด และเตรียมหลักฐานให้แน่นที่สุดเท่าที่จะแน่นได้ ให้มันเกิดประโยชน์กับตัวเราเองค่ะ 📄


😭 หลังจากนั้น ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากรอเช็คผ่าน https://j1visawaiverstatus.state.gov/ ว่าสเตตัสเราไปถึงไหนแล้ว ในนี้จะมีเรื่องลิสต์เอกสารต่าง ๆ ว่าอะไรได้รับแล้วบ้าง (received) และ case status จะเป็น pending จนกว่าจะขึ้น favourable recommendation ค่ะ จากนั้นเคสถึงจะถูก electronically forwarded ไปที่ USCIS ซึ่งคนดูแลคือศูนย์ Vermont Service Center สำหรับ no objection category ค่ะ ถ้าเอกสารไม่ผ่านการพิจารณา จะขึ้นเป็น not favourable recommendation และจะไม่ถูก forward ไปที่ USCIS นะคะ


😊 จากนั้นเอกสารที่เราจะต้องได้รับมี 3 ฉบับค่ะ:

1) จดหมายจาก US DOS เรื่อง favourable recommendation เป็นจดหมายแจ้งว่า "be granted a waiver, if applicable" เป็น copy จดหมายที่ส่งไปหา director ของ Vermont Service Center เพื่อ grant waiver ค่ะ

USCIS case was received
หน้าตาตอนกำลังรอ approved จะขึ้นเป็นแบบนี้ค่ะ

2) จดหมาย I-797 notice of action (receipt number) จาก USCIS อันนี้ใช้เพื่อติดตามสถานะเคส online นะคะ ปกติจะขึ้นด้วย EAC... ตามด้วยเลขอีก 13 หลักค่ะ (ถ้าเคสอยู่ Vermont ปกติจะต้องขึ้นด้วย EAC อยู่แล้ว)

USCIS J-1 waiver approval online
ตอนเคส approved เป็นหน้านี้คือดีใจมากค่ะ 😊

3) จดหมาย I-797 waiver approval notice จาก USCIS (ตอนนี้มี่ได้รับเอกสารตัวนี้แล้วเมื่อวันที่ 6 July 2023): ตัว case was approved เนี่ย เราสามารถเช็คออนไลน์ได้เลยนะคะ แต่... สถานทูตสหรัฐฯ จะรอ waiver approval notice ตัวจริงมาส่งที่บ้านเท่านั้น ถึงแม้ว่าจะเช็คออนไลน์ได้ก็ตาม อันนี้เราโดนมาแล้วค่ะ


💙 ส่วนตัวได้รับเอกสาร 1, 2 และ 3 มาแล้วเรียบร้อยค่ะ *ขอไม่เปิดเผยตัวเอกสารและไม่ส่งตัวเอกสารให้ดูทาง IB/DM ทุกกรณีนะคะ*


👀 ของเราตอนเราเช็คกว่าจะ Case Was Approved คือเอกสารได้รับโดย USCIS ตอน 29 March 2023 และ Case Was Approved 27 April 2023 ค่ะ 55555555555 นานมากกกก ปกติ USCIS บอกว่า 80% of the cases are completed within 4 weeks เพราะที่เรารู้มาคือกลุ่มอินเดีย บางคนรอ 5 วันทำการก็ approved แล้วค่ะ พี่มด (mod mom wow) บอกว่าอาจจะเพราะเค้าต้องเช็คเคสเรากับ KCC ด้วยว่าสิ่งที่เราแจ้งเค้ามันคือความจริง รวมถึง US DOS (ที่เรากรอก DS-260) เค้าถึงทำงานด้วยกัน มันเลยนานค่ะ ระยะเวลา process ทั้งหมดอยู่ที่ดวงคนจริง ๆ ค่ะ บางคนได้ช้า บางคนได้ไว

🤩 Update: มี่ได้รับซองจดหมายจาก USCIS ที่เป็น waiver approval notice เมื่อวันที่ 6 July 2023 ค่ะ โดยเป็นที่อยู่ของเพื่อนเราที่อเมริกาใน NYC ที่รับให้เรา ใช้เวลารอทั้งหมด 145 วันหรือประมาณ 4 เดือน 25 วัน ตั้งแต่วันที่สถานทูตไทยส่งเอกสาร no objection statement มาให้ค่ะ (10 Feb-6 July 2023) แนะนำว่าใครที่ต้องขอ J-1 waiver ควรต้องเผื่อระยะเวลาการขอไว้ประมาณ 5-6 เดือนสำหรับการทำเอกสารตัวนี้นะคะ 😌

 

รีวิวสัมภาษณ์ DV-23 ฉบับคนที่มี J-1 visa ที่ติดกฎ 2-year-rule 🇺🇸

The view of GMU campus in Summer 2023
ไม่อยากให้โล่งไป เลยเอาวิวที่เมกามาฝากค่ะ อิอิ 🇺🇸

ตอนนั้นที่มี่ไปสัมภาษณ์คือมี่กำลังรอ J-1 waiver ตัวจริงออก เพราะตอนสัมภาษณ์ได้ favourable recommendation จาก US DOS (U.S. Department of State ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางก่อนส่งเรื่องเราไปหา USCIS หรือ U.S. Citizenship and Immigrant Services เพื่ออนุมัติ approval notice ต่อไป) แต่ในที่เช็คเคสนั้น ระบบจะขึ้นเป็นสเตตัสเป็น refused แต่ท่านกงบอกว่าไม่ต้องกังวล หากคุณได้รับ update เรื่อง J-1 waiver ที่ officially granted แบบได้ approval notice แล้ว เค้าจะออกวีซ่า DV ให้ตามปกติเหมือนกับเคสอื่น ๆ


วันที่สัมภาษณ์: 28 March 2023

😇 เวลานัด: 10.00 (ในใบนัด 8.30 แต่ทางจนท.ขอเลื่อนเป็น 10.00 และส่งอีเมลมา)

⏱️ ถึงสถานทูต: 9.48 (ได้เข้าไปสัมภาษณ์เลย)

📄 เลขเคสของมี่ DV-2023: 18,×××

📩 ได้ 2 NL (2nd notification letter): 23 Jan 2023 (ตอน 21.05)


กรณีเราอาจจะแตกต่างจากท่านอื่น เพราะเราไปแลกเปลี่ยนที่มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกามาตอน September 2022 และยังมี 2-year-rule ที่ยัง active อยู่ แต่เราทำการขอ no objection statement จากทางสถานทูตไทยในวอชิงตันดีซีด้วยตัวเอง และส่งขอ J-1 waiver เองโดยไม่จ้างทนายนะคะ


😗 ตอนที่เราไปสัมภาษณ์ไม่เจอ DV ท่านอื่นยกเว้น DV winners อีกครอบครัวที่เป็นชาวเมียนมาร์แต่เลือกสัมภาษณ์ที่ไทย เลยมีโอกาสได้คุยกันกับเค้าครอบครัวเดียว

📑 เอกสารที่เรายื่นไปทั้งหมด เรายื่นที่ช่อง 3 กับเจ้าหน้าที่คนไทยค่ะ

เจ้าหน้าที่คนไทยจะเป็นคนเช็คเอกสารก่อน จากนั้นจะเป็นคนยื่นเอกสารให้ท่านกงเอาเองนะคะ เราเตรียมใส่แฟ้มใสเหมือน portfolio ไว้ เรียงไว้อย่างดีแต่มันยุ่งเหยิงมากเลยค่ะ เพราะเจ้าหน้าที่ขอเอกสารไม่เป็นลิสต์เลย แต่ก็ไม่เป็นไรค่ะ ได้อยู่ที่แปลว่าได้อยู่ as long as I get that bad boy hehe (i mean the immigrant visa lol, not an actual bad boy)


1) รูปภาพ 2 นิ้ว 2 รูป: เขียนชื่อ นามสกุล เลขเคสไว้ข้างหลัง ด้วยปากกา permanent marker สีดำ (แนะนำหัวไซส์ 0.5 เพราะ legible กว่าค่ะ เราซื้อ 0.7 มา หัวปากกาใหญ่เกิ๊น)

2) ใบเสร็จจ่ายเงินค่าวีซ่า 330 USD: เราเอาเงินสด US ดอลลาร์ไปจ่ายจำนวน 340 USD ได้ทอนเป็นแบงก์ 10 USD ค่ะ เอาไปจ่ายที่ในสถานทูตได้เลย จากนั้นจะได้ใบเสร็จมาก่อนสัมภาษณ์ค่ะ

3) ตัวจริงใบเกิดภาษาไทย & ภาษาอังกฤษ + สำเนาภาษาไทย & ภาษาอังกฤษ: ด้วยความที่เราเกิดหลังปี 2540 เลยขอสำเนาภาษาอังกฤษจากเขตได้เลยแบบไม่ต้องเอาไปแปลเองค่ะ

4) ตัวจริงใบเปลี่ยนชื่อภาษาไทย & ภาษาอังกฤษ + สำเนาภาษาไทย & ภาษาอังกฤษ: ขอได้จากสำนักงานเขตเลยค่ะ เหมือนข้อ 3

5) ด้วยความที่เราเรียนอยู่ปี 4 ทางจนท.เลยขอแค่วุฒิม.6 (high school diploma + ใบรับรองการจบม.6 ที่เป็นใบปพ. + transcript ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ): เราไม่ได้แปลใบปพ. เพราะรร.ที่จบออก senior high school diploma ภาษาอังกฤษมาให้เลย และบอกว่าสามารถใช้ตัวเอกสารตัวนั้นได้เลย อธิบายกับทางจนท.เค้าก็โอเคค่ะ เนื่องด้วยเรามี GED เป็นวุฒิม.ปลายเทียบเท่าอันที่ 2 เลยตัดสินใจยื่นให้จนท.ด้วยค่ะ แต่ยังไงเค้าก็จะไม่เอา certificate of expected graduation กับ transcript ป.ตรี แต่ถามว่าจะจบตอนไหนเท่านั้น ซึ่งเราจะจบตอน August 2023 ค่ะ เพราะม.ที่เรียนใช้ระบบ trimester และเราจะจบภายใน 3 ปี 1 trimester ด้วยค่ะ (แต่ตอนนี้ไม่ทันละ ต้อง extended 5555)

6) ซองตรวจสุขภาพจากรพ. BNH: ซองสีขาวที่รพ.ให้มา เค้าจะกำชับเลยว่า "ห้ามแกะนะคะ" อย่าแกะโดยเด็ดขาดค่ะ เค้าให้สถานทูตเช็คน้า ตอนมี่ไป เจ้าหน้าที่ที่เช็คเอกสารคืนซองกับแผ่น CD มาค่ะ

7) ใบ GSS: ใบลงทะเบียนที่จัดส่งเอกสารให้สถานทูตสหรัฐฯ ในไทย ต้องเข้าไปกรอกในระบบเองค่ะ อย่าลืมกรอกนะคะ กรอกเสร็จแล้วต้องปริ้นท์ออกมาด้วยเป็น confirmation page ค่ะ

8) ใบคอนเฟิร์ม DS-260 พร้อม barcode: เป็นหน้า confirmation ว่ากรอกเอกสารเรียบร้อยแล้ว ที่เราเอาให้ดูข้างบนตรง DS-260

9) ใบ 2NL: คือจดหมายนัดสัมภาษณ์กับสถานทูตจากเว็บที่เช็คล็อตโต้พร้อมวันที่และเวลา หรือเราอาจจะเรียกว่า "2nd notification letter" ก็ได้ จดหมายตัวนี้ จะมีอีเมลมาเตือนจาก KCC นะคะ ว่าเคสเราถูกอัพเดท ต้องเช็คอีเมลและเช็คเว็บ visa bulletin เองนะคะ

10) ใบ no objection statement จากสถานทูตไทยในวอชิงตันดีซี: มี่พกไปเผื่อตอนสัมภาษณ์นะคะ เพื่อให้เค้าดูว่าเรากำลังอยู่ใน process การได้รับเอกสารตัวนี้จริง ๆ และประเทศไทยไม่มี objection อะไร เอกสารตัวนี้สถานทูตไทยเช็คจริง ๆ นะคะ เช็คมายันกระทรวงการต่างประเทศ (MFA) ในไทย และมหาลัยในไทยที่เรากำลังเรียน (MU และคณะ IC ที่เราเรียน) ที่เราเรียนด้วยว่าเราไม่ได้ติดหนี้พวกกยศ.หรือได้รับทุนอะไรที่มีข้อผูกมัดจากมหาลัย ถ้าเช็คแล้วผ่าน เค้าถึงจะออกเอกสารตัวนี้ให้ในที่สุดค่ะ

favourable recommendation of J-1 waiver from US DOS in 2023
หน้าตาของ favourable recommendation บนเว็บของ US DOS 🤗

11) หลักฐาน status ล่าสุด ณ เวลานั้นของ J-1 waiver (favourable recommendation) และ recommendation (sent) จาก US DOS ไปที่ USCIS: หน้าตาจะเป็นแบบภาพที่เราแนบไว้ให้ข้างบนเลยค่ะ เป็นเอกสารที่ต้องใช้ ของเรามี change of address เพราะเราเปลี่ยนที่อยู่นะคะ อันนี้ไม่มีไม่เป็นไร ส่วน recommendation sent คือส่งจาก US DOS ไปที่ USCIS ค่ะ เพื่อรอ final determination จาก USCIS จะได้หรือไม่ได้ J-1 waiver อยู่ที่การตัดสินใจของ USCIS ค่ะ

12) police clearance certificate จากสถานีตำรวจแห่งชาติ: มันคือหนังสือรับรองความประพฤติ ไปที่สถานีตำรวจตรงปทุมวันเลยค่ะ ไม่ไกลจาก BTS และ Central World มากนัก วันที่เราไป เราเอาพาสปอร์ตตัวจริง + สำเนา, บัตรประชาชนตัวจริง + สำเนา, สำเนาทะเบียนบ้าน, สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ, หนังสือ 1NL ไปตอนที่ขอเอกสารจากสถานีตำรวจค่ะ เค้ามีบริการถ่ายรูปให้เลยนะคะ ค่าทำและจัดส่ง ถ้าจำไม่ผิด 150 บาทค่ะ ของเรารอไม่นาน แปปเดียวก็เสร็จ และรอเอกสารจัดส่งมาให้ที่บ้านเลยค่ะ รอประมาณ 2 อาทิตย์นะคะ อันนี้

GMU Fairfax at night in 2023
เอาภาพจาก GMU มาฝากค่า ✨

เอกสารที่ไม่ได้ใช้ (พอดีตั้งใจเตรียมไปเผื่อเฉย ๆ ค่ะ):

- bank guarantee ขอพร้อมกับ statement จากบัญชีส่วนตัว

- bank statement บัญชีเงินเก็บส่วนตัวจาก k-bank เข้าไปขอเองที่ธนาคารสาขาใกล้บ้าน

- ผลสอบ Duolingo English Test (ได้ 130 แต่ละพาร์ทไม่ต่ำกว่า 125 เทียบเท่าระดับ C1 advanced), ผลสอบ IELTS Academic ตอนปี 2019 (คะแนน overall 6.5, listening 6.5, reading 6.5, writing 5.5, speaking 6.5), ใบประกาศนียบัตรเรียนภาษาอังกฤษที่อังกฤษ (2017) และนิวซีแลนด์ (2018), ผลสอบภาษาฝรั่งเศสระดับ DELF A1 & DELF A2

**ผลสอบภาษาอังกฤษคือมี่เตรียมไปเผื่อเฉย ๆ เพื่อ prove ว่าเราสื่อสารได้ค่ะ แต่ตอนป.ตรีก็เรียนเป็นอินเตอร์มาอยู่แล้ว คิดว่าไม่ได้จำเป็นค่ะ มีก็ดี ไม่มีก็ได้ค่ะ เผื่อใครอยากอ่านตอนที่เราเรียนที่ muic สาขา media and communication ไปอ่านตรงนี้นะคะ

- แฟ้มผลงานสายที่เรียนอยู่ (creative, photography & filmmaking) และด้าน blogging

- เอกสารทุนที่เคยได้รับจากประเทศต่าง ๆ (partial and full scholarships)

 

👀 การสัมภาษณ์ของเรา เราได้สัมกับท่านกงผู้หญิงช่อง 1 ที่เวลาพูดเหมือนติดสำเนียงเยอรมันหน่อย ๆ (ไม่รู้เหมือนกันแต่เรารู้สึกเหมือนเค้าน่าจะไม่ใช่ native english speaker เพราะสำเนียงคือเยอรมันจริง ๆ ค่ะ อาจจะเป็น american citizen แบบ naturalisation หรือไปเติบโตประเทศอื่นแต่เป็นคนอเมริกันก็ได้ แต่เค้าเฟรนด์ลี่มาก ยิ้มแย้มตลอด ไม่ดุเลยค่ะ ทำให้เรารู้สึกอุ่นใจมาก ๆ ภายใต้ความกดดันอันดี 5555) เราสัมเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมดนะคะ จากนั้นก็เริ่มจากการสาบานว่าจะพูดความจริง (I swear I'll be telling the truth) และการสแกนนิ้วฝั่งซ้าย, ขวา และนิ้วโป้ง 2 ข้างค่ะ


🇺🇸 คือคำถามและคำตอบที่เราตอบท่านกงไป เราจะติดคำแปลตรง 🇹🇭 ไว้ให้นะคะ เผื่อท่านที่อยากอ่านภาษาไทยค่ะ Q คือ question และ A คือ answer นะคะ


Q1:

🇺🇸 Are you studying bachelor's right now?

🇹🇭 ตอนนี้เรียนมหาลัย (ป.ตรี) อยู่ใช่มั้ยคะ?

A:

🇺🇸 Yes, I am a senior/fourth-year student at ... I am majoring in ... and expected to graduate by the end of August 2023. My college uses a trimester system, so it might be a little weird compared to the semester system.

🇹🇭 ใช่ค่ะ เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ที่มหาวิทยาลัย… สาขา… และจะจบช่วงเดือนสิงหาคมปีนี้ค่ะ มหาวิทยาลัยที่เรียนใช้ระบบไตรภาคเลยจะดูแปลก ๆ หน่อยหากเทียบกับระบบทวิภาคหรือ 2 เทอมค่ะ


Q2:

🇺🇸 Let's talk about your J-1 waiver and the 2-year rule that applies to your previous J-1 visa. This prevents you from obtaining the DV visa, but it seems like you are in the process of acquiring the J-1 waiver, which exempts you from the 2-year physical presence in your home country that will expire in September 2024.

🇹🇭 ขอถามถึงเรื่อง J-1 waiver และเรื่องกฎ 2 ปีที่ถูกแปะไว้ที่หน้าวีซ่า J-1 นะคะ กฎ 2 ปีจะทำให้คุณไม่ได้วีซ่า DV นะคะ แต่เหมือนว่าตอนนี้คุณกำลังรอตัว J-1 waiver อยู่ ซึ่งจะยกเว้นจากการที่คุณต้องอยู่ในประเทศไทย 2 ปี มันจะหมดอายุตอนเดือนกันยายน 2024 ค่ะ

A:

🇺🇸 Yes, ma'am. I already applied for the J-1 waiver since I got the no objection statement from the Thai Embassy in Washington, DC, at the beginning of February 2023. I got help from my friend in NYC to mail the paper documents to the waiver department in Missouri. I got the latest notification from the online portal about my J-1 waiver status update that my waiver is a favourable recommendation. Therefore, they are sending my request to the USCIS, and I await their final decision.

🇹🇭 ใช่ค่ะ ส่วนตัวได้ขอ J-1 waiver ไปตั้งแต่ตอนที่ได้รับจดหมาย no objection จากสถานทูตไทยในวอชิงตันดีซี ตอนต้นเดือนก.พ.ปีนี้ค่ะ มีเพื่อนที่อยู่ NYC คอยช่วยเหลือเรื่องการส่งเอกสารไปที่ waiver department ในรัฐมิสซูรีให้ค่ะ ตอนนี้ได้รับการแจ้งเตือนจากหน้าเว็บของ US DOS แล้วว่าเป็น favourable recommendation (หมายความว่าจะได้รับ waiver ค่ะ) และกำลังรอการพิจารณาขั้นสุดท้ายจาก USCIS ค่ะ


Q3:

🇺🇸 Do you know how long does it take to get the waiver eventually?

🇹🇭 คุณพอจะทราบมั้ยคะว่าตอนนี้ใช้เวลาในการรอ J-1 waiver นานเท่าไหร่

A:

🇺🇸 The official website states that the processing time is between 12 and 16 weeks for the objection category.

🇹🇭 หน้าเว็บไซต์ราชการระบุว่ารอ 12-16 สัปดาห์สำหรับ no objection ค่ะ


Q4:

🇺🇸 Can you ask for the expedited process?

🇹🇭 คุณสามารถขอเร่งขั้นตอนได้มั้ยคะ

A:

🇺🇸 No, ma'am, I don't think so. The expedited process is for those who are political refugees and have humanitarians represent them only, based on my understanding.

🇹🇭 ไม่ได้ค่ะ เนื่องจากตัว expedited process นั้นสำหรับผู้ลี้ภัยทางการเมืองและต้องมีผู้ที่เกี่ยวข้องด้านมนุษยธรรมเป็นคนทำให้เท่านั้นค่ะ จากที่ตัวเราเข้าใจนะคะ

Q5:

🇺🇸 Ok, I want to inform you that you may need to get the waiver within the fiscal year of 2023, which is September this year. If you cannot get the document, it means that your visa is refused. However, I will grant you the visa once you have provided us with your J-1 waiver final decision from USCIS.

🇹🇭 โอเคค่ะ ขออนุญาตแจ้งคุณว่าคุณต้องได้รับ J-1 waiver ภายในปีงบประมาณ 2023 หรือภายในเดือนกันยายนปีนี้นะคะ ถ้าหากคุณไม่สามารถแสดงหลักฐานได้ วีซ่าคุณจะถูกปฏิเสธค่ะ ยังไงก็ตาม ดิฉันจะออกวีซ่าให้คุณหากคุณแสดงหลักฐานว่าได้รับ J-1 waiver จาก USCIS แล้ว

A:

🇺🇸 Absolutely. Thank you, ma'am.

🇹🇭 ได้เลยค่ะ ขอบคุณนะคะ


Q6:

🇺🇸 Do you want your passport back, or would you like to leave it here with us until we have got your further information?

🇹🇭 คุณจะเอาพาสปอร์ตกลับไปก่อนมั้ยคะ หรือจะทิ้งพาสปอร์ตไว้ที่เราจนกว่าเราจะได้รับความคืบหน้าจากคุณดีคะ

A:

🇺🇸 I would like to leave it with you. I don't have any plans to travel abroad.

🇹🇭 ขอทิ้งไว้กับทางสถานทูตแล้วกันค่ะ พอดีไม่ได้มีแพลนจะไปเที่ยวไหนน่ะค่ะ


Q7:

🇺🇸 Ok. If you plan to travel and would like your passport back, you can come and get it from here by sending us an email to... Have a nice day and take care!

🇹🇭 โอเคค่ะ ถ้าคุณจะไปเที่ยวและต้องใช้พาสปอร์ต สามารถกลับมารับได้โดยการส่งเมลมาที่… นะคะ ขอให้เป็นวันที่ดีและเทคแคร์ค่ะ

A:

🇺🇸 Ok, thank you so much for today. Have a nice day, and take care :)

🇹🇭 โอเคค่ะ ขอบคุณสำหรับวันนี้มากนะคะ ขอให้เป็นวันที่ดีและเทคแคร์เข่นกันค่ะ (ยิ้มหนึ่งกรุบ)


ออกไปไม่นาน เจ้าหน้าที่โทรมาค่ะ ว่าท่านกงขอให้เอาเอกสาร no objection statement จากสถานทูตไทยในวอชิงตันดีซีไปคืน เพราะเค้าเผลอคืนมาผิดค่ะ เลยต้องกลับไปและเอาไปให้เค้าด้วยตัวเอง ฝากของ ฝากโทรศัพท์อีกรอบนึง พี่รปภ.ถามว่า "น้องเข้ามาแล้วนี่ ทำไมกลับมาอีก" 55555 🤣


พอกลับเข้าไป ท่านกงหยุดสัมภาษณ์อีกคนและเรียกเราไปยื่นเอกสารแทนค่ะ แล้วเค้าก็ขอโทษขอโพยใหญ่เลยว่าทำให้เราเสียเวลาต้องกลับมายื่นเอกสารให้เค้าอีก เราก็เลยบอกว่าไม่เป็นไร ยังไม่ได้ไปไหนไกล พอรับเอกสารเสร็จ ก็มีถามเพิ่มเติมนิดหน่อยเกี่ยวกับ J-1 waiver process ค่ะ จากนั้นพอตอบครบก็เลยออกมา พร้อมกระดาษ refusal แต่ eligible for a waiver eligibility for ค่ะ

ตอนนี้ในระบบ วีซ่าของเราสถานะเป็น refused ค่ะ แต่ว่าตามที่เล่าไปข้างบนเลยว่าถ้า J-1 waiver มาทันและเราส่งให้ทางสถานทูตได้ ทางสถานทูตก็จะออกวีซ่าให้ค่ะ หลังจากลุ้นมาตั้งแต่เดือนก.พ. 2023 เรื่อง J-1 waiver ทั้งจาก US DOS และ USCIS ตัว case was approved วันที่ 27 เมษายนที่ผ่านมานี่เองค่ะ (ดีใจมากกกกกก) ตอนนี้ก็รอเอกสารมาส่งกับรอสถานทูตออกวีซ่าไปยาว ๆ ค่ะ

Diversity Visa of the USA
Mie's US Immigrant Visa 🇺🇸🥹✨

😀 Update: จากสถานะ refused เปลี่ยนเป็น issued แล้วนะคะ เพราะมี่ได้รับการอนุมัติวีซ่าถาวร (immigrant visa) ชนิด DV1 มาวันที่ 2 June 2023 นะคะ ได้รับก่อนที่ทางสถานทูตสหรัฐฯ จะได้รับเอกสาร J1-waiver มา 5 วันค่ะ (ได้วันที่ 7 July 2023) คาดการณ์ว่าทางสถานทูตสหรัฐฯ ได้รับอีเมลยืนยันเคสเราจาก USCIS เรื่องการที่เราได้รับ waiver approval แล้วเรียบร้อย หรือไม่ก็ทาง NVC เป็นคนช่วยเรา เนื่องจากมี่ส่งอีเมลวิ่งเต้นไปหาหลายเจ้ามากค่ะ ทั้ง KCC, USCIS, US DOS, NVC เลยค่ะ เนื่องจากเค้าทำเอกสารเราหายแล้วต้องส่ง duplicate copy มาใหม่นั่นเองค่ะ 55555 (ดวงเหมือนก้ำกึ่งระหว่างจะได้กับไม่ได้ไปยังไงก็ไม่รู้นะ)

Immigrant Visa Application Approval by the US Embassy
My visa has been issued! 🤩

มี่เช็คสเตตัสเคสตัวเองเกือบทุกอาทิตย์ที่เว็บ CEAC ค่ะ ที่มาเอะใจเพราะมันมีวันนึงที่เคสเราเปลี่ยนจาก refused เป็น ready ค่ะ (เพื่อน ๆ ในกลุ่ม DV บอกว่าถ้า ready แล้วคือจะเปลี่ยนเป็น issued ในวันถัดไปค่ะ) ตอนนั้นจะดีใจก็ดีใจไม่ออกเพราะแค่กลัวระบบอ๊องเฉย ๆ แล้วมาหลอกให้ดีใจเล่น พอเปลี่ยนเป็น ready ยิ่งเครียดหนักค่ะ เพราะไม่อยากดีใจเก้อ 5555 🥹🤣 ของมี่คือ ready เย็นวันพฤหัสที่ 1 June 2023 และเช้าวันศุกร์ตอน 8 AM เปลี่ยนเป็น issued ค่ะ ตกเย็นตอน 17.40 ของวันเดียวกันเลยเอาเลข tracking ที่ถ่ายรูปไว้ตอนไปสัมภาษณ์ไปเช็คดู สรุปว่ามีเอกสารส่งกลับมาจริง ๆ ค่ะ 😭

แล้วสุดท้ายเราก็ได้รับเอกสารเป็น:

  • ซองเอกสารสีน้ำตาลที่ห้ามเปิด พร้อมตราประทับของสถานทูตสหรัฐฯ ที่หน้าซอง (เพราะต้องเอาเข้าตม.สหรัฐตอนบินเข้าอเมริกาเพื่อไป activate green card ก่อน เตือน ซองมันขาดง่ายมาก แนะนำหาซองใส ไซส์ B4 ใส่เอกสารนะคะ ซองของมี่คือเหมือนผ่านสมรภูมิรบมาเลยจ้า)

  • พาสปอร์ตตัวจริงที่ยื่นไปตอนสัมภาษณ์ พร้อมวีซ่าถาวรในเล่ม (DV1 Immigrant Visa/IV) ถ้ามีคู่สมรสหรือลูก ก็จะเป็น DV2, DV3 ลงไปเรื่อย ๆ ตามลำดับค่ะ เช็คข้อมูล ชื่อ นามสกุล เลขพาสปอร์ต สถานะสมรส (SNG คือ single, MRD คือ married) อันนี้คือพอยท์ที่สถานทูตอาจพลาดได้คือทำของ married เป็น SNG ค่ะ และข้อมูลส่วนตัวอื่น ๆ ด้วยนะคะ จะได้ไม่พลาดตอนบินไปแล้ว

  • ใบข้อมูลแนะนำเรื่องการจ่ายเงินผ่านเว็บ USCIS พร้อม​ A-number กับ DOS number อันนี้แนะนำให้จ่ายค่า green card ไปก่อน 220 USD ก่อนบินนะคะ จะจ่ายก่อนบินหรือหลังบินก็ได้ แต่จ่ายก่อนมันดีกว่า จะได้อุ่นใจด้วยค่ะ มี่เองก็จ่ายก่อนเช่นกันค่ะ (สามารถใช้บัตร YouTrip จ่ายได้นะคะ) พอจ่ายเสร็จปุ๊บ จะมีอีเมลมายืนยันว่าเราจ่ายค่า green card แล้ว พร้อมเลขเคสขึ้นต้นด้วย IOE ไว้ติดตาม green card ที่หน้าเว็บ USCIS ค่ะ อย่าลืม verify identity ก่อนด้วยนะคะ ค่อยจ่ายตังค์ค่ะ (อย่าพลาดแบบมี่นะ มี่พลาดไปแล้ว 55555

  • ใบข้อมูลเรื่อง SSN (social security number) ที่เราจะได้รับในตอนหลัง

เอกสารเหล่านี้ได้รับกลับมาที่บ้าน ผ่านไปรษณีย์ EMS ภายในวันเสาร์ที่ 2 June 2023 ตอน 14.30 ค่ะ 🥺 เท่ากับทุกอย่างของมี่นั้นจบสิ้นลงในวันที่ 2 June 2023 และมี่ต้องรอบินเข้าอเมริกาเพื่อไป activate green card แล้วกลับมาไทยเพื่อมาเรียนต่อให้จบนั่นเองค่ะ 🥳 โดยเราแพลนจะบินเข้าอเมริกาตอนปลายก.ค. และอยู่โน่นเดือนนึง พอได้ green card ก็กลับมาทำธุระที่ไทยต่อให้จบแล้วค่อยกลับไปใหม่ค่ะ ขอให้ DV-24 และ DV รุ่นถัดไปที่ต้องทำ J-1 waiver โชคดีนะคะ 😎


อันนี้ก็เป็นรีวิวประสบการณ์ในฐานะ DV-23 winner คนหนึ่ง ที่มี่นึกออก ณ ตอนนี้นะคะ ใครมีอะไรเพิ่มเติม หรืออยากให้เขียนเพิ่ม/คำถามที่คิดว่าเป็นประโยชน์ สามารถส่งมาแนะนำได้ที่:

- FB: MemoMiez - มี่ตะลุยโลก

- IG: miedya_thetraveller

ฝากกดไลก์ กดติดตามช่องทางโซเชียลมีเดียของมี่ด้วยนะคะ ✨

หวังว่าจะเป็นประโยชน์นะคะ ถึงแม้ว่าเคสเราจะแรร์มากพอสมควรก็ตามค่ะ ขอบคุณท่านผู้อ่านที่มาติดตามอ่านบล็อคนี้ของมี่กันนะคะ ขอให้เป็นวันที่ดีค่ะ 😍 ยินดีกับชาว DV-23 และ DV-24 ทุกท่านด้วยค่ะ 🤗

 

first posted: may 12, 2023 - 11.00 AM (GMT+7)

first updated: june 7, 2023 - 18:33 or 6.33 PM (GMT+7)

336 views
bottom of page